10 จุดเช็คอิน แพร่ เที่ยวเมืองรอง รับรองจะติดใจ - good all trip

เวลาทำการ

วันจันทร์-วันศุกร์ 09.00 - 18.00 น. วันเสาร์ 09.00 - 12.00 น.

Hotline

097-135-5030

099-734-0920

10 จุดเช็คอิน แพร่ เที่ยวเมืองรอง รับรองจะติดใจ

กุมภาพันธ์ 25, 2021 | by good all trip

เมืองแพร่หรือ “เวียงโกศัย” หัวเมืองสำคัญของล้านนามาตั้งแต่อดีต มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมประเพณีอันงดงาม ตึกรามบ้านช่องวัดวาอารามสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ด้วยงานสถาปัตยกรรมอันวิจิตรบรรจง แพร่เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบมีธรรมชาติที่สวยงาม และบริสุทธิ์ มีเรือนไม้โบราณอีกทั้งของสะสมล้ำค่าที่รอให้นักท่องเที่ยวได้ไปเยี่ยมชม!

ที่อุทยานแห่งชาติลำดับที่ 107 ของประเทศไทย มีพื้นที่กว้างไกลถึง 3 อำเภอ คือ อำเภอลอง อำเภอเมือง และอำเภอสูงเม่น มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามคือภูเขาหินปะการัง เกิดจากการยุบตัวของเปลือกโลก และการชะล้างพังทลายของหินที่ใช้เวลาหลายล้านปี มีลักษณะคล้ายปะการัง เป็นจุดพักแรมกางเต็นท์ ถัดจากจุดนี้คือ “สวนหินมหาราช” ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นราชสักการะและเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 เพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเกี่ยวกับพันธุ์ไม้และสัตว์ ณ มุมสงบสวนสมุนไพร และว่านนานาชนิด หินทั้งหมดในสวนหินมหาราชมีรูปร่างแปลกๆ มากมายหลายจุด แต่ที่เป็นไฮไลท์สุดๆ คือ “หินไดโนเสาร์” อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดชม “แก่งหลวง” เป็นโขดหินกว้างกลางแม่น้ำยม เหมาะสำหรับล่องแก่งยิ่งนัก ฝั่งตรงข้ามถ้ำหลวงคือ “ถ้ำเอราวัณ” ซึ่งมีโถงถ้ำใหญ่กว้างขวางและมีหินงอกหินย้อยงดงาม

วัดศรีดอนคำหรือ วัดห้วยอ้อ ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยอ้อ อำเภอลอง เป็นพระธาตุเก่าแก่ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกหน้าอกของพระพุทธเจ้า ความโดดเด่นของวัดนี้คือ “ระฆังระเบิด” ที่ทำจากลูกระเบิดที่ตกลงมาในช่วงสงครามเอเซียบูรพาหรือ สงครามโลก ครั้งที่ 2 ด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้านได้ควักดินปืนไประเบิดหาปลาเหลือเพียงปอกของระเบิด ชาวบ้านเสียดายจึงแบกหามใส่เกวียนถวายวัดทำระฆัง อันเป็นที่มาของคำว่า “แพร่แห่ระเบิด” และที่ยังมี “พิพิธภัณฑ์พระเจ้าพร้าโต้” ซึ่งเป็นที่รวบรวมของพระพุทธรูปที่ทำจากไม้ที่เก่าแก่จำนวนมากมาย และที่พิเศษกว่าองค์อื่นๆ คือ “พระเจ้าพร้าโต้” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านนาผสมเชียงรุ้งที่ทำจากไม้แก่นจันทร์ทั้งต้น สร้างโดยการใช้มีดพร้าหรือมีดโต้แกะสลักพระพุทธรูป อันเป็นที่มาของชื่อ “พระเจ้าพร้าโต้” ซึ่งสร้างเสร็จภายใน 1 วัน ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน และนิยมเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “พระเจ้าทันใจ” เชื่อกันว่า ขอพรอันใด สำเร็จสมประสงค์ทันใจสมชื่อทีเดียวเชียว

เป็นวัดที่สร้างอยู่ในพื้นที่บ้านวงศ์บุรีในเขตกำแพงเมืองเก่า เดิมเป็นวัดร้างชื่อ “วัดปงสนุก” ต่อมามีบันทึกว่า เมื่อปี พ.ศ. 2475 ผนังวิหารได้พังทลายจากเหตุน้ำท่วม หลวงพงษ์พิบูลย์ (พรหมวงศ์พระถาง) และภรรยาของท่านคือ เจ้าสุนันตามหายศปัญญา จึงเป็นผู้นำในการบูรณะวัดและสร้างวิหารใหม่ และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดพงษ์สุนันท์” และตั้งเป็นวัดประจำตระกูลวงศ์บุรีแต่นั้นมา ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ชื่อว่า “พระเจ้าแสนสุข” มีอายุราว 568 ปี เสนาสนะภายในบริเวณวัดมีพระนอนองค์ใหญ่สีทองอร่าม ซุ้มประตูมงคล 19 ยอด มีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระพุทธรูปสกุลดำเก่าแก่ มีวิหารแก้วองค์พระธาตุเจดีย์ 108 ยอด ที่เป็นวิหารสีขาวทั้งหลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงลูกแก้ว ภายในวิหารมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่นามว่า “พระสุรัสวดีประทานพร” และองค์เล็กที่ทำจากไม้ขนุนทั้งองค์ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธรูปในจังหวัดแพร่ ใครจังหวะดีได้ไปสักการะช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี ถือโอกาสร่วมงานประเพณีงานสรงน้ำพระบรมสารีริกธาตุ งานไหว้สาพระธาตุพงษ์สุนันท์มงคล นับเป็นโชคดีสิริมงคลแก่ชีวิตยิ่งนัก

ห่างจากตัวเมืองออกไปทางตะวันตกกว่า 40 กิโลเมตร จะพบสถานีบ้านปิน สถานีรถไฟแห่งเดียวของไทยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาวาเรียนเฟรมเฮาส์ หรือแบบโครงไม้ ซึ่งเป็นแบบที่ได้รับความนิยมในแคว้นบาราเรียนของเยอรมัน ผสมกับสถาปัตยกรรมแบบไทยคือเรือนปั้นหยาซึ่งกำลังได้รับความนิยมในยุคนั้น (รัชกาลที่ 6) เป็นอาคาร 2 ชั้น ตัวตึกประกอบด้วยไม้ หลังคาจั่วปั้นหยา ประตูหน้าต่างเป็นบานลูกฟักไม้ เหนือประตูหน้าต่างและหน้าช่องจำหน่ายตั๋วประดับด้วยไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาสวยงามยิ่งนัก ส่วนหน้าสถานีจะมีหอประแจ และข้างสถานีจะมีหอเติมน้ำสำหรับรถจักรไอน้ำ แม้ปัจจุบันเลิกใช้งานแล้ว แต่ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในรูปแบบเดิม สถานีรถไฟบ้านปินจัดเป็นสถานีรถไฟระดับ 3 ที่มีปูมประวัติที่น่าสนใจยืนนานมากว่า 100 ปี ดูน้อยลง

ห่างจากตัวเมืองออกไปทางตะวันตกกว่า 40 กิโลเมตร จะพบสถานีบ้านปิน สถานีรถไฟแห่งเดียวของไทยที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบบาวาเรียนเฟรมเฮาส์ หรือแบบโครงไม้ ซึ่งเป็นแบบที่ได้รับความนิยมในแคว้นบาราเรียนของเยอรมัน ผสมกับสถาปัตยกรรมแบบไทยคือเรือนปั้นหยาซึ่งกำลังได้รับความนิยมในยุคนั้น (รัชกาลที่ 6) เป็นอาคาร 2 ชั้น ตัวตึกประกอบด้วยไม้ หลังคาจั่วปั้นหยา ประตูหน้าต่างเป็นบานลูกฟักไม้ เหนือประตูหน้าต่างและหน้าช่องจำหน่ายตั๋วประดับด้วยไม้ฉลุลายพรรณพฤกษาสวยงามยิ่งนัก ส่วนหน้าสถานีจะมีหอประแจ และข้างสถานีจะมีหอเติมน้ำสำหรับรถจักรไอน้ำ แม้ปัจจุบันเลิกใช้งานแล้ว แต่ก็ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในรูปแบบเดิม สถานีรถไฟบ้านปินจัดเป็นสถานีรถไฟระดับ 3 ที่มีปูมประวัติที่น่าสนใจยืนนานมากว่า 100 ปี

สถานที่เก่าแก่โบราณนับร้อยปีที่อยู่คู่เมืองแพร่มายาวนาน โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมไทยผสมยุโรป หรือที่เรียกกันว่า “ทรงขนมปังขิง” ซึ่งเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาลที่ 5 สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2435 โดยเจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ เจ้าเมืองแพร่องค์สุดท้าย เป็นอาคารสีเขียวอ่อน 2 ชั้น ก่อด้วยอิฐฉาบปูน หลังคาทรงปั้นหยา เชิงชายประดับด้วยไม้แกะฉลุสลักลวดลายอย่างประณีตสวยงาม โดยเฉพาะโครงสร้างอาคารพิเศษตรงที่ไม่มีเสาเข็ม ใช้เพียงไม้ซุงเนื้อแข็งรองรับฐานเสาทั้งหลัง ภายในอาคารโอ่โถง หรูหรา และยังคงมีข้าวของเครื่องใช้ในอดีตของเจ้าหลวงที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ส่วนใต้ถุนเป็นคุกใต้ดินลึก 2.30 เมตร สำหรับขังทาสและนักโทษ พื้นอาคารชั้น1 จะสังเกตเห็นว่ามีช่องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กหลายๆ ช่องที่สามารถเปิดปิดได้ ช่องนั้นทำไว้สำหรับสอดส่องและหย่อนอาหาร ลือกันว่าหลังกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ พ.ศ.2445 เจ้าหลวงพิริยะเทพวงศ์ลี้ภัยไปอยู่หลวงพระบาง คุ้มจึงถูกทิ้งร้าง แต่ตำนานอันน่าสะพรึงกลัวและอาถรรพ์ลี้ลับยังคงถูกเล่าสืบมาจนถึงทุกวันนี้

วัดเก่าแก่โบราณมีเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นในรูปแบบสถาปัตยกรรมศิลปะไทยใหญ่ ตั้งอยู่บนถนนยันตรกิจโกศล ตำบลทุ่งกวาว ห่างจากศาลากลางจังหวัด 1 กิโลเมตร วัดสร้างเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 โดยชาวไทใหญ่ หลังคาเล็กใหญ่ซ้อนลดหลั่นกันไป ประดับประดาลวดลายฉลุ อารามเป็นไม้สัก ใช้เป็นทั้งโบสถ์ วิหาร และกุฏิ ภายในตกแต่งอย่างวิจิตรบรรจง เสาไม้มีทั้งลงรักปิดทองและประดับกระจกสีงดงามด้วยลวดลายแบบไทใหญ่ ลวดลายเพดานตกแต่งด้วยกระจกสีต่างๆ เป็นรูปสัตว์หิมพานต์ ภายในวัดมีหลวงพ่อสาน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างโดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นองค์ และมีพระพุทธรูปงาช้างเป็นศิลปะแบบพม่า คัมภีร์งาช้างหรือคัมภีร์ปาติโมกข์ โดยนำงาช้างมาบดอัดเป็นแผ่นบางๆ เขียนลงรักแดงจารึกเป็นอักษรพม่า อีกทั้งยังมีบุษบกลวดลายวิจิตรงดงามประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ที่คล้ายกับเจดีย์ชเวดากอง มีรูปทรงแบบพม่า คือ มีเจดีย์ใหญ่อยู่กลางรายล้อมด้วยเจดีย์เล็กทั้ง 4 ด้าน ด้านละ 3 องค์ เปิดให้เยี่ยมชมตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ไม่มีวันหยุด

“หม้อฮ่อม” ผ้าย้อมสีกรมท่า เอกลักษณ์ของชาวเมืองแพร่ที่โด่งดังไปทั่วโลก ในเมืองแพร่มีแหล่งผลิตที่สำคัญ 3 แหล่งใหญ่ ๆ คือ บ้านพระหลวง บ้านเวียงทอง และ บ้านทุ่งโฮ้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุด ตั้งอยู่ที่ชุมชนทุ่งโฮ้ง ห่างจากตัวเมืองไม่ถึง 10 กิโลฯ ร้านรวงเรียงรายบนถนนที่ถูกขนานนามว่า “ถนนสายหม้ออ่อม” ล้วนเป็นร้านค้าที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผ้าหม้อฮ่อม ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นตำนานผ้าเมืองแพร่ ถ้าหากใครมีโอกาสได้มาเยือนที่เที่ยวเมืองแพร่เหล่านี้ แนะนำให้ลองมาชมกรรมวิธีทำผ้าหม้อห้อมของชาวไทพวน ที่ย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองเชียงขวาง ประเทศลาว ออกแบบลายและย้อมผ้าหม้อฮ่อมด้วยตัวเอง โดยมีผู้ให้คำแนะนำอย่างเป็นกันเอง เลือกซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า และของที่ระลึกต่างๆ ที่ทำจากหม้อฮ่อม หลากหลายดีไซน์ ให้เลือกทั้งแบบดั้งเดิม และแบบแฟชั่นจ๋า รับรองซื้อเพลินเกิน 1 ชิ้น แน่นอน

สถานที่ท่องเที่ยวโด่งดังของจังหวัด มีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ เป็นปรากฏการณ์ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ นักธรณีวิทยาประมาณอายุว่าน่าจะเกิดขึ้นไม่เกิน 2 ล้านปี เดิมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นลำน้ำ มีดิน หิน ทราย กรวด ทับถมเป็นตะกอนมานับหมื่นปี ต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวโลก เกิดรอยเลื่อนยกตัว เมื่อมีฝนตกเกิดการชะล้าง ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบ แต่การพังทลายไม่เท่ากันตามชนิดของตะกอน จึงเกิดเป็นพื้นที่สูงต่ำ และมีรูปทรงต่างกันไป ดูแปลกตายิ่งนัก ส่วนชื่อ “แพะเมืองผี” นั้นมาจากภาษาพื้นเมือง “แพะ” แปลว่า ป่าละเมาะ ส่วนคำว่า “เมืองผี” แปลตรงตัวได้ว่า เงียบเหงาวังเวงเหมือนเมืองผี ประมาณว่าอาจเกิดจากสภาพภูมิประเทศที่ดูเร้นลับน่ากลัว แนะนำว่าควรไปเยี่ยมชมในช่วงเช้า หรือถือร่มติดมือไปด้วยก็จะดีไม่ใช่น้อย

ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ เป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุและพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า องค์พระธาตุช่อแฮเป็นเจดีย์ศิลปะเชียงแสน ทรงแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้ 12 บุด้วยทองดอกบวบหรือทองจังโก สำหรับชื่อพระธาตุช่อแฮนั้น บ้างว่าได้มาจากชื่อผ้าแพรชั้นดี ทอจากสิบสองปันนา และชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ เป็นพระธาตุ 1 ใน 12 ราศี เป็นพระธาตุประจำปีเกิด สำหรับคนที่เกิดปีขาลตามคติความเชื่อของทางภาคเหนือ หากนำผ้าแพรสามสีไปถวายจะทำให้ชีวิตมีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรูได้ ทุกปีจะมีประเพณีไหว้พระธาตุช่อแฮ เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน จะเริ่มขึ้นในวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 4 ใต้ เดือน 6 เหนือ ของทุกปี ยึดถือตามจันทรคติเป็นหลัก หรือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนมีนาคม ด้วยความเชื่อว่าในช่วงระยะเวลาดังกล่าว พระบรมสารีริกธาตุจะแสดงปาฏิหาริย์ แผ่บารมีที่เป็นสิริมงคลยิ่งแก่ผู้มาสักการะ จึงมีการทำพิธีสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนเป็นงานประเพณีประจำปีอันยิ่งใหญ่ของจังหวัดแพร่ มีขบวนแห่งตุงหลวงถวายองค์พระธาตุและมหรสพตลอดงาน